ท่องเที่ยวแหล่งหลังคาโลกที่ทิเบต

ที่ราบสูงทิเบตเป็นพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนและบางส่วนติดกับแคว้นแคชเมียร์ เป็นที่ราบสูงที่กว้างใหญ่มากมีเนื้อที่ประมาณ 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4,600 เมตร และเป็นเขตที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย เขตที่ราบสูงทิเบตเป็นเขตที่ราบสูงที่มีภูเขาล้อมถึง 3 ด้าน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดหรือต้นน้ำของแม่น้ำ 5 สาย เช่น แม่น้ำเหลือง แม่น้ำแยงซี แม่น้ำสินธุ แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำโขง แม่น้ำพรหมบุตร ที่ราบสูงทิเบตเป็นแหล่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่วนใหญ่ใช้การเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งจะเห็นเป็นที่ราบกว้างใหญ่และมีหุบเขาสูงชัน รวมถึง ทะเลสาบกว้างใหญ่ มีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ของทิเบตโดยเฉพาะ พระราชวังโปตาลา ในนครลาซา เป็นพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร เป็นพระราชวังเก่าแก่สร้างขึ้นในปี 1645 ในสมัยทะไลลามะองค์ที่ 5 พระราชวังเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะวังขาว เป็นที่อยู่อาศัยของพระ รวมถึงโรงเรียน และโรงพิมพ์ และถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและแหล่งท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังได้เยี่ยมชมเมืองลาซา เมืองท่องเที่ยวที่มีอาคารโบราณและสถาปัตยกรรมที่งดงาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของลาซานั้นเต็มไปด้วย วัดโบราณต่างๆที่สวยงาม ซึ่งเมืองลาซายังเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนิกชนที่นับถือพุทธศาสนานิกายทิเบต และก็เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชนเผ่าทิเบต วัฒนธรรมของเมืองลาซามีความหลากหลายอีกด้วย ซึ่งการผจญภัยในที่ราบสูงทิเบตจะเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ระหว่าง 3 รัฐ ได้แก่ ไวโอมิง มอนแทนา และไอดาโฮ เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีป่าไม้, น้ำตก, ลำธาร มากมาย รวมถึงแหล่งน้ำพุร้อนที่สูงที่สุดในโลกด้วย อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีเนื้อที่กว่า 2 ล้านเอเคอร์หรือราว 8,992 ตารางกิโลเมตร ภายในอุทยานมีบ่อน้ำพุร้อนกว่า 10,000 แห่ง ซึ่งเป็นบ่อที่เกิดจากแม็กม่าใต้ดินพวยพุ่งออกมา และน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงคือ น้ำพุร้อนโอลด์เฟทฟุล เป็นน้ำพุร้อนที่มีน้ำพุ่งสูงกว่า 60 ฟุต ทุก 30 และ 90 นาที และเป็นน้ำพุร้อนที่ยังคงมีน้ำพุ่งออกมาตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ภายในเยลโลว์สโตน ประกอบไปด้วย น้ำตกกว่า 300 แห่ง, ป่าไม้, ที่ราบสูง, ที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทั้งยังประกอบไปด้วยสัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะเป็น หมีกริซซ์ลี หมีดำ ควายป่าไบซัน กวางมูส กวางเอลก์ แพะภูเขาบิกฮอร์น แมวป่า หมาป่า เป็นต้น

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐแล้ว เยลโลว์สโตน ยังเป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาและทางชีวะวิทยามากมาย นั่นเพราะว่าที่ตั้งของเยลโลว์สโตนนั้นอดีตเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ หรือ ซุปเปอร์วอลเคโน และเคยเกิดระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้น 642,000 ปีก่อน โดยนักธรณีวิทยาเผยว่าแหล่งน้ำพุร้อนภายในเยลโลว์สโตนนั้นเกิดจากแอ่งแม็กม่าขนาดใหญ่ใต้ดินเปลือกโลก และนักภูเขาไฟโบราณเผยว่า ภูเขาไฟยักษ์ในเยลโลว์สโตนยังไม่ดับสนิท เหมือนกับ ภูเขาไฟยักษ์โบราณที่เคยระเบิดและดับสนิทแล้วในปัจจุบัน

โบรโม่ สวรรค์ของนักผจญภัย

หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก ดินแดนที่ท้าทายของเหล่านักผจญภัยให้เดินทางมาเยือนสักครั้งในชีวิตกับ ภูเขาไฟโบรโม่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโบรโม่แทงเกอร์เซเมรู บนเกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในภูเขาไฟของอินโดนีเซียที่ยังไม่ดับ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากเป็นสถานที่หนึ่งทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ไว้ยังมาก ภูเขาไฟโบรโม่ตั้งอยู่ในจุดที่มีภูเขาไฟลูกอื่นๆอีก 3 ลูก อยู่ห่างกัน แต่ยอดที่นิยมมากที่สุดสูง 2,329 เมตร เป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาเนื่องจาก ไม่มีความสูงมากและไม่มีความชันมากนัก โบรโม่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย คำว่าโบรโม่ เป็นภาษาชวาซึ่งแปลว่า พรหม เป็นชื่อของเทพเจ้าของศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่าภูเขาไฟเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า ซึ่งจะมีเทศกาลท้องถิ่นจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปีชื่อว่า เทศกาล Yadnya Kasada เป็นเทศกาลที่ชนพื้นเมืองบนเกาะชวา ซึ่งชาวบ้านจะเดินเท้าขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟ โดยจะมีการประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าโดยการ โยนดอกไม้ อาหาร รวมถึงบูชายัญสัตว์ในแอ่งภูเขาไฟ

การเดินทางขึ้นภูเขาไฟโบรโม่นั้นสามารถเดินทางได้โดยใช้รถจิ๊บ หรือ ขี่ม้า ซึ่งบริการโดยชาวบ้านแถบนั้นและเมื่อถึงเชิงภูเขาไฟจะมีเส้นทางเดินขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟ สำหรับภูเขาไฟโบรโม่นั้นมีการปะทุเล็กน้อยตั้งแต่ช่วงปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปะทุในระดับต่ำที่นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

เที่ยวกรุงเบิร์น แดนสถาปัตยกรรม

กรุงเบิร์น เป็นเมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศทางตอนเหนือของยุโรปเมืองแห่งนี้นับว่าเป็นเมืองที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าที่ทางการยังคงอนุรักษ์ไว้ ซึ่งบรรยากาศในปัจจุบันยังคงความงดงามไว้เหมือนเช่นในอดีต กรุงเบิร์น ก่อตั้งมานานกว่า 800 ปีเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำอาเร่ ซึ่งล้อมรอบเมืองไว้ ในสมัยอดีตเพื่อป้องกันศัตรู โดยเมืองได้ออกแบบมาให้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นตึก บ้านพัก ที่อยู่อาศัย รวมถึงยังคงธรรมชาติของต้นไม้รอบเมืองได้อย่างดี ทำให้กรุงเบิร์น ถูกขึ้นเป็นเมืองมรดกโลกในปี 1863 ด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่กว่า 800 ปี รวมถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเมือง นอกจากนี้กรุงเบิร์นยังถูกจัดว่าเป็น 1 ใน 10 เมืองของโลกที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกเมื่อปี 2010 อีกด้วย

กรุงเบิร์น กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงามเหมาะแก่มาเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดต่างๆของเมืองให้เดินเท้าเที่ยวกัน เนื่องจากส่วนใหญ่เส้นทางกรุงเบิร์นเป็นเส้นทางแคบ และมีรถยนต์สัญจรไม่มากนัก จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวตามย่านต่างๆของเมือง โดยเฉพาะย่านเมืองเก่า ซึ่งจะมีอาคารเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีตั้งอยู่มากมาย รวมทั้งเป็นจุดขายของที่ระลึก, ดอกไม้ต่างๆ มากมาย โดยย่านนี้จะเป็นย่านปลอดรถยนต์ ฉะนั้นจึงไม่มีรถยนต์สัญจรในบริเวณดังกล่าว และจุดเด่นของย่านเมืองเก่าก็คือ หอนาฬิกา อายุกว่า 200 ปี ตั้งเด่นอยู่ย่านใจกลางเมือง เหมาะแก่การถ่ายรูปเก็บ นอกจากนี้สองข้างทางยังเต็มไปด้วยอาคารเก่าสร้างขึ้นโดยสถาปัตยกรรมโบราณ และมีร้านอาหาร ลานน้ำพุ ซึ่งมีบรรยากาศที่โรแมนติกมากทีเดียว